มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ  

 

โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต
สาขา สหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น หลักสูตรใหม่ พุทธศักราช 2549

โครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
กับ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

ทำไมจึงเรียกว่า “โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต”

เรียกชื่อนี้เพราะหลักสูตรนี้จัดการศึกษาให้สัมพันธ์กับชีวิตจริง ไม่แยกออกจากชีวิต เรียนรู้จากชีวิต จากการปฏิบัติ จากประสบการณ์ของตนเองและของคนอื่น เรียนในหมู่บ้าน ในชุมชน
เรียนแล้วมีชีวิตดีขึ้น ได้ปริญญา พึ่งพาตนเองได้ มีงานทำ มีรายได้ ช่วยตนเองได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนแล้วมีศักดิ์ศรี มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีทางเลือก อยากอยู่หมู่บ้านก้อยู่ได้โดยไม่ต้องอายใคร อยากออกไปสมัครงาน ไปทำงานที่อื่น ก็ไปได้โดยไม่ต้องอายใครเช่นกัน

ทำไมจึงเรียกว่า “หลักสูตรสหวิทยาการ”

เรียกเช่นนี้เพราะชีวิตจริงมีหลายด้าน หลายมุม หลายมิติ ผสานกันเป็นชีวิตที่แบ่งแยกมิได้ การเรียนจึงควรรู้หลาย ๆ ด้าน รอบด้านได้ยิ่งดี ที่เราเรียกกันว่า การเรียนแบบบูรณาการ
นอกจากวิชาพื้นฐานแล้วก็เรียนวิชาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตของชุมชน เช่น เกษตรยั่งยืน สุขภาพชุมชน กองทุนและสวัสดิการ วิสาหกิจชุมชน แผนแม่บทชุมชน เครือข่ายชุมชน ภูมิปัญญาท้อถิ่น เป็นต้น
วิธีเรียนมิได้แยกเป็นเรื่องๆ อย่างที่คุ้นเคย แต่เรียนแบบบูรณาการ เหมือนการทำอาหาร ที่เรานำปลา ผัก สมุนไพร เครื่องเทศ และอื่น ๆ มาทำต้มยำ ทำแกง ถ้ายแกกินก็ต้องกินสเตีกปลา กินสลัด กินเป็นอย่าง ๆ

เอามหาวิทยาลัยลงไปหมู่บ้าน ทำได้จริงหรือ

ได้จริง และไม่ใช่เอามหาวิทยาลัยลงไปหมู่บ้านเท่านั้น แต่ให้ชาวบ้าน ให้ชุมชนเป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยนี้ด้วย เจ้าของมหาวิทยาลัยชีวิต
ถ้าเรียนจบหลักสูตรนี้ภายในสามสี่ปีก็จะได้ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับทุกมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้รับพระราชทานปริญญาเหมือนกับทุกคนที่เรียนจบ
การเอามหาวิทยาลัยลงหมู่บ้านเป็นเรื่องแปลก เพราะเราคุ้นเคยกับการเรียนในสถาบันการศึกษา ในมหาวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง ต้องเข้าห้องเรียนฟังบรรยาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องดี เพียงแต่วันนี้เราปรับความคิดเรื่องการศึกษาให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น พระราชบัญญัติปฏิรูปการศึกษา ทำให้เราเห็นว่า การเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยสามารถผสมผสานด้วยกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสถานการณ์ ทุกสถานที่เรียนทั้งหมด

โครงการมหาวิทยาลัยชีวิตมีลักษณะพิเศษอะไร

ความจริง โครงการนี้มิได้เอามหาวิทยาลัยลงไปหมู่บ้าน แต่ไปค้นพบว่า ในหมู่บ้านมี “มหาวิทยาลัยชีวิต” อยู่แล้ว มีคนเก่ง มีความรู้ มีประสบการณ์ เพียงแต่ไปช่วยเสริมและเติมเต็มให้ การเรียนรู้ของชุมชนเท่านั้น นำความรู้ที่ชุมชนขาดไปให้ เช่น ความรู้วิชาการสมัยใหม่ต่าง ๆ ทีมีความจำเป็นเพื่อเข้าใจโลกและสังคมวันนี้
รวมทั้งไปช่วยให้เกิดการจัดการความรู้และประสบการณ์ที่ชุมชนมีอยู่แล้วให้มีการเปลี่ยน ถ่ายทอดสืบทอดและแพร่กระจายออกไปอย่างเป็นระบบมากขึ้นเท่านั้น

ใครมีสิทธิเรียนปริญญาตรีได้

ทุกคนมีสิทธิเรียนได้ ไม่จำกัดเพศ วัย สถานภาพ ขอให้เรียนจบ ม.6

เรียนที่ไหน วันไหน

เรียนในศูนย์การเรียนของชุมชนที่จัดตั้งขึ้น ที่หมู่บ้าน ตำบล หรืออำเภอ เรียนวันเสาร์อาทิตย์ และหรือวันที่ตกลงกันเองที่ศูนย์

เรียนอย่างไร

เรียนโดยใช้วิธีผสมผสานระหว่างอาจารย์ผู้สอน ผู้ช่วยสอนหรือวิทยากรกระบวนการ หรือผู้ช่วยจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน ใช้สื่อทางไกล คือ อินเตอร์เน็ต ใช้หนังสือ เอกสาร ซีดี รวมทั้งวิทยากรพิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาอาชีพต่างๆ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น การไปศึกษา ดูงานในพื้นที่หรือต่างถิ่น การฝึกปฏิบัติ การปฏิบัติจริง

หลักสูตรนี้ไม่ยากเกินไปสำหรับชาวบ้านธรรมดาหรือ

ไม่อยากเกินไปแน่ ถ้าเรียนจบ ม.6 ได้ เรียนปริญญาตรีก็ไม่ยากเกินไป ขอเพียงให้มี ความปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะเรียนรู้ มีความมุ่งมั่นเป็นสำคัญ ต้องการเรียนรู้เพื่อให้อยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี รู้เท่าทันคนอื่น รู้เท่าทันสังคม ถ้าใจมา ปัญญาก็จะเกิดอย่างแน่นอน
ชาวบ้านหลายคนไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจว่าตนเองจะเรียนได้ เพราะถูกทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นในตัวเองจากระบบสังคม ระบบการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ ชาวบ้านหลายคนจึงมักดูถูกตัวเองว่า ทำไม่ได้ เรียนไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ลูกหลานตนเองแท้ ๆ ยังเรียนได้
ปี 2548 มีการเปิดเรียนโครงการนี้ 12 จังหวัด เรียนปริญญาตรี 1,035 คน ปริญญาโท 410 คน คนอายุน้อยที่สุด 16 ปี (สุราษฎร์ธานี) อายุมากที่สุด 71 ปี (ยโสธร) มีตั้งแต่คนรับจ้างซักผ้า ผู้ช่วยสถานีอนามัย เงินเดือน 4,000 บาท ไปจนถึงเศรษฐีหมายเลขสองของจังหวัด ผู้นำชุมชน นักการเมืองท้องถิ่น นักธุรกิจ เกษตรกร คนทั่วไปทุกอาชีพที่สมัครเข้ามาเรียน จำนวนมากต้องกู้เงิน ธ.ก.ส. บ้าง ธนาคารออมสินบ้าง
เหตุผลสำคัญ คือ ถ้าไม่มีความรู้วันนี้จะอยู่ยาก ถูกเขาเอาเปรียบ ครอบงำ เป็นผู้นำที่ดีไม่ได้ มีเงินมีอำนาจเท่านั้นไม่พอ ต้องมีความรู้มีปัญญา

ใครรับผิดชอบโครงการนี้


โครงการนี้เป็นโครงการร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏกับสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สถาบันที่ก่อตั้งขึ้นโดย จตุรภาคี คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมูลนิชาวบ้าน) โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อให้เปิดหลักสูตรพิเศษ หรือโปรแกรมพิเศษ หรือโปรแกรมพิเศษสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
หลักสูตรนี้เป็นหลักสูตรพิเศษ ที่บริหารจัดการร่วมกัน เป็นหลักสูตรที่มีศักดิ์และสิทธิ์ เท่าเทียมกับหลักสูตรปกติอื่นๆ ของมหาวิทยาลัย

เนื้อหาหลักสูตรมีอะไรบ้าง

เนื้อหาหลักสูตรอาจแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งเป็นวิชาการศึกษาทั่วไป
ส่วนที่สอง เป็นวิชาเฉพาะของหลักสูตร รวมประมาณ 80 หน่วยกิต เป็นวิชาการเรียนทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ และการไปศึกษาดูงาน เรียนรู้จากอาจารย์ นักวิชาการ ผู้รู้ ชุมชนต่าง ๆ เช่น เกษตรกรยั่งยืน สุขภาพชุมชน กองทุนและสวัสดิการชุมชน วิสาหกิจชุมชน การทำแผนแม่บทชุมชน การสร้างเครือข่ายชุมชน การเป็นวิทยากรกระบวนการจัดการความรู้ การวางเป้าหมายและแผนชีวิต เป็นต้น

จะเปิด “มหาวิทยาลัยชีวิต” ในชุมชนได้อย่างไร

ประการแรกต้องมี “เจ้าภาพ”
เจ้าภาพในที่นี้ควรเป็นองค์กร หน่วยงานในท้องถิ่น เช่น อบจ. อบต. เทศบาล โดยให้การ ส่งเสริมสนับสนุนการเปิดมหาวิทยาลัยในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จัดให้มี “ศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน” (จะเรียกอะไรก็ได้)
ในศูนย์ (อาจเป็นศูนย์ที่มีอยู่แล้ว) จัดให้มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกนั้นก็มีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ โต๊ะ เก้าอี้ มีเจ้าหน้าที่ดูแลและประสานงาน คนหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้น
ศูนย์นี้ต้องมี “เจ้าของ” ทางนิตินัยอาจเป็นองค์กร หน่วยงาน หรือคณะกรรมการท้องถิ่น ที่จัดตั้งขึ้นทางพฤตินัยเป็นศูนย์ของชุมชนท้องถิ่น ไม่ใช่ศูนย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เป็นศูนย์ ของชุมชน ท้องถิ่นจึงต้องดูแล รับผิดชอบ บริการจัดการเอง มหาวิทยาลัยราชภัฏและสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนช่วยจัดการด้านการเรียนการสอน ด้านวิชาการ

  งานบริการการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ    
ตำบลโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ 33000    
โทรศัพท์ 0-4563-3578 โทรสาร 0-4563-3578